วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551

Hello! Phu Gra Dung

ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสขึ้นภูกระดึง ตื่นเต้นตั้งแต่แพ็กกระเป๋าแล้ว ตั้งใจว่ายังไงจะไม่จ้างลูกหาบเด็ดขาด หนักยังไงขอแบกขึ้นเองดีกว่า พอไปถึงก็พบว่าสภาพอากาศไม่ค่อยเป็นใจ มีฝนตก ทางขึ้นลื่น แต่อากาศดี ไม่ร้อน เดินไปไม่ถึงครึ่งทางหัวก็เปียกราวกับเพิ่งสระผมมา ขึ้นถึงซำแฮกก็เริ่มเหนื่อย เริ่มอิจฉาชาวบ้านที่มาด้วยกัน(รวมสิบสองคน)ที่ไม่ต้องแบกกระเป๋า ไม่รู้คิดผิดคิดถูกเนี่ย สิ่งที่พอปลอบประโลมใจได้คือวิวสวยๆ ที่ได้ถ่ายรูปไว้ ค่อยรู้สึกว่าคุ้มหน่อย พอเดินไปถึงซำสุดท้ายเริ่มกังวล เพราะด่านสุดท้าย 1300 เมตรนี้ ชันมาก บันไดก็น่ากลัว แนนที่มาด้วยกันก็กลัวความสูงอีก เหอะๆ สรุปว่าต้องค่อยๆกระดืบไป ขึ้นถึงยอดได้นี่แทบกระโดดไชโย(แต่กระโดดไม่ขึ้นแล้วอ่ะ) เห็นลูกหาบเค้าหาบของหนักๆตั้งคนละประมาณห้าสิบกิโลก็แสนจะทึ่ง หาบหนักขนาดนั้นยังเดินเร็วกว่าเราอีกนะนี่ กินข้าวเย็นที่ร้านนัดพบ รู้สึกว่าคณะเรามาทีไรจะแวะร้านนี้ตลอดสมชื่อร้านจริงๆ ลุงก็ใจดี แถมตลอด เพื่อนๆอีกกลุ่มที่มาคนละรอบก็เจอกันที่นี่


เช้ามารีบตื่นเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เห็นแต่หมอกค่ะ ไม่มีแววว่าจะเห็น เลยเดินต่อไปไหว้พระที่ลานวัดพระแก้ว กลับที่พักเตรียมตัวเดินทางไกล วันนี้จะเดินไปผาหล่มสัก ไปเก้ากิโลเมตร กลับอีกเก้ากิโลเมตร ยังดีที่เป็นทางราบ ไม่งั้นขาที่ระบมคงไม่มีความสามารถพาเราไปถึงได้ เจ้เป้กับนัดชี่แวะถ่ายรูปกันตลอดทาง ผ่านลานกินรีและสระอโนดาตก็แวะกินข้าวกัน พอไปถึงน้ำตกถ้ำสอเหนือก็ได้แต่ปลงกับปริมาณน้ำที่น้อยเหลือเกิน นี่แหละน้ามาผิดช่วง น้ำตกก็ไม่มี เมเปิ้ลก็ไม่เห็น พระอาทิตย์ขึ้นก็ไม่ได้ยล เฮ้อ

ถ่ายที่น้ำตกถ้ำสอเหนือ
จากน้ำตกก็จะผ่านทุ่งหญ้าป่าสน ทางเดินเป็นดินทรายซะส่วนใหญ่ ทำให้เดินลำบากบ้างแต่เดินไปคุยไปก็เหมือนได้ย่นระยะทางไปบางส่วน พอได้ลืมความเมื่อยล้าไปบ้าง และแล้วเราก็มาถึงผาหล่มสักที่รอคอย เจอพวกหญิงอรที่มาถึงก่อนเราหนึ่งชั่วโมง จากนั้นเราก็ถ่ายรูปๆๆๆๆๆๆ

พวกอรจะอยู่รอดูพระอาทิตย์ตก แต่กลุ่มเราตัดสินใจเดินต่อไป เพราะมีแววว่าจะไม่เห็น ถ้าจะตกก็ตกเถอะ ตกตอนไหนก็เห็นตอนนั้นแหละ เพราะทางเดินมันเลียบผาอยู่แล้ว เดินไปก็เริ่มมืด ถ่ายรูปที่ไหนๆก็ดูเหมือนกันไปหมด มีสน มีทุ่งหญ้า มีหน้าผา ฮือๆ

นัดชี่กับทุ่งหญ้า

เดินมาเจอเพื่อนอีกกลุ่มที่ผาเหยียบเมฆ เราแวะกินข้าวเย็นที่นี่ ขณะกินข้าว ก็มีคนตาดีเห็นพระอาทิตย์อยู่เสี้ยวนึงก่อนตก เลยรีบชักภาพเป็นการด่วน ก็ได้มาเท่านี้แหละค่า

กว่าจะกลับถึงที่พักก็สองทุ่มกว่า ขาลากไปตามๆกัน เพื่อนบางส่วนไม่คิดจะเดินไปกินข้าวด้วยซ้ำ นวดกันยกใหญ่ เรารีบอาบน้ำแล้วไปกินข้าว ปวดขาก็ปวด แต่ก็หิวข้าวด้วย จะเอาถ่านไปฝากชาร์จที่ร้านสักหน่อยเผื่อพรุ่งนี้อยากถ่ายอีก ตอนกลับมาบ้านพัก เจอชีทเรื่อง pelvis ของเจ๊เป้ อ้าวเจ๊ เจ๊บอกห้ามพกเอกสารวิชาการใดๆมาเที่ยวไม่ใช่เรอะ ตลกน่ะ สี่ทุ่มไฟก็ดับแล้วจะอ่านยังไงล่ะจ๊ะ

เช้าวันถัดมารีบตื่นไปกินข้าว พาเพื่อนไปโหลดกระเป๋า แล้วออกเดินทางตอนสองโมงครึ่ง ขาลงนี่น่ากลัวกว่าขาขึ้นแฮะ แต่ก็ไปได้เร็วตรงทางลาด วิ่งลงเนินแบบนี้เจ็บนิ้วเท้าชะมัด แรกๆไปได้ไม่เร็วมากเพราะแนนกลัวความสูง เราก็หอบของพะรุงพะรัง หอบขยะลงไปด้วย อยากได้เกียรติบัตรอ่ะ ส่วนมิวหัวใส ไปรอขอป้าร้านค้าที่ซำข้างล่างเอา ก็ได้เหมือนกัน เมื่อถึงข้างล่างก็ได้ยินเสียงเจ๊ๆร้องมาแต่ไกลว่าถึงแล้ว สรุปวันนั้นกลับถึงมหาวิทยาลัยประมาณห้าโมงเย็น แล้วการตะลอนทัวร์ของเราก็สิ้นสุดลง




วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551

Med Camp


เสาร์ที่ผ่านมาไปประจำแล็บ แนะนำน้องๆที่มาเข้าค่าย สนุกดีนะ น้องๆก็ดูตื่นเต้นดี แต่ฐานเราเป็นเรื่องรีเฟล็กซ์ แค่น้องเห็นค้อนน้องก็เดินหนีแล้ว โธ่! น้องจ๋ามันค้อนยางนะไม่ใช่ค้อนเหล็ก น้องกลัวเจ็บจริงรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่ฐานเจาะเลือดคนเต็มตลอดเลย(กลัวค้อน ไม่กลัวเข็ม ว่างั้น)

รูปนี้ถ่ายในห้องแล็บไมโคร ตอนไปฝึกย้อม Gram's Stain

รูปไม่สัมพันธ์กะเรื่อง ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าวันถัดมา ก็ไปเดินรับบริจาคให้อาจารย์ใหญ่ กลุ่มเรามี เอ้ มิว ทรงพล หญิง เดินที่ซอยมะลิวัลย์ 5 ซอยที่เราได้ตอนแรกมีแต่กำแพง ยังดีที่ปลายทางมีโรงเรียนซึ่งเค้ามีหน่วยเลือกตั้ง เลยได้พื้นที่เพิ่ม เกือบเจอหมาไล่ด้วย สุดท้ายจบงาน สรุปยอดกลุ่มเราได้ 555.50 บาท(แอบใส่ตังค์เพิ่มเพื่อเลขเรียงสวย) วันนั้นร้อนทีเดียว แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์บ้าง